วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องย่อ


เรื่องย่อ
ครอบครัวๆ หนึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกชาย พวกเขากำลังจะไปงานเลี้ยง ที่จัดต้อนรับเฉพาะผู้ที่มีมีดประจำตัวเท่านั้น และผู้ที่มีมีดประจำตัวได้จะต้องมีฐานะร่ำรวย มีบ้าน ที่ดินและบริษัทใหญ่โตเป็นของตนเอง และงานเลี้ยงนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าลูกชายของเขาจะประสบความสำเร็จในการมีมีดประจำตัวได้หรือไม่
เมื่อถึงงานพ่อพาลูกชายและภรรยาเดินไปทักทายผู้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งแต่ละคนนั้นต่างก็มี “มีดประจำตัว” แล้วจึงนั่งลงบนโต๊ะที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ ทุกคนในงานเลี้ยงต่างชักมีดประจำตัวของตนออกมาเพื่อรอใช้มันเป็นเครื่องมือสำหรับรับประทานอาหาร  แต่ลูกชายของเขากลับหวาดกลัวและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด  ไม่กล้าที่จะชักมันออกมาและทำอย่างที่ผู้มีมีดประจำทุกคนทำ ทำให้พ่อเกิดอารมณ์ขุ่นมัว กลัวว่าลูกของตนจะกลายเป็นมนุษย์ชั้นต่ำ พ่อจึงให้ลูกดื่มเหล้าเพื่อผ่อนคลายอาการตื่นกลัวนั้น
เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารร่วมกัน  ร่างของชายผู้หนึ่งและผู้หญิงท้องอ่อนก็ปรากฏขึ้น  ทั้งสองนอนอยู่บนเตียงร่างกายของพวกเขาถูกพันธนาการไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว  ถูกปิดตาและครอบศีรษะด้วยกล่องเหล็ก   เพื่อไปให้เห็นหน้า   ผิวขาวนวลสะอาดสะอ้าน ผ่านการโกนขนและทำความสะอาดอย่างดี พร้อมสำหรับให้แขกอันทรงเกียรติได้ลิ้มรส ทุกสายตาต่างหิวกระหาย เมื่อเจ้าภาพเปิดงานเสร็จเรียบร้อย  ทุกคนต่างตรงหรี่ไปที่เตียงเพื่อที่จะใช้มีดประจำตัวเฉือนชิ้นส่วนร่างกายผู้เคราะห์ร้ายมาเป็นอาหาร
เขาแร่เนื้อที่สะโพก ภรรยาได้เนื้อเคล้าเลือด ส่วนลูกชายของเขาได้เพียงนิ้วหัวแม่เท้าเท่านั้น ทำให้ผู้เป็นพ่อไม่พอใจ พ่อและแม่ต่างกินเนื้อที่เอามาอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนลูกชายไม่ยอมกินเนื้อในจานเสียที จนพ่อเริ่มมีอาการฉุนเฉียวอีกครั้ง จึงกล่าวกับลูกชายว่า “ลองแตะๆดูก็ได้ อย่าไปคิดถึงศีลธรรมให้มากนัก ศีลธรรมมันเป็นเรื่องของไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ” พร้อมด้วยคำกล่าวเชิญชวนจากแม่ ลูกชายชั่งใจอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเขมือบนิ้วเท้าเข้าปากไป
ทันใดนั่นเองท่าทีของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป เกิดแววตาดุร้าย หิวกระหาย และอยากที่จะสัมผัสกับรสชาติอันโอชะอีกครั้ง พ่อกับแม่ยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นลูกชายใช้ส้อมจิ้มหัวแม่เท้าขึ้นมาทั้งดุ้น  อ้าปากกว้างแล้วยัดมันหายเข้าไป  เขาเคี้ยวมันอย่างตะกละตะกลาม เพราะบัดนี้เขารู้ซึ้งถึงรสชาติเนื้อคนแล้ว  สีหน้าเขาไม่เหลือวี่แววความเป็นคนขี้สงสารมนุษย์ชั้นต่ำอีกต่อไป
ลูกชายขยับลุกขึ้นจะไปเอามาอีกแต่หมดแล้วพ่อและแม่จึงแบ่งให้  และเมื่อเนื้อในจานของเขาหมดลูกชายกระชับมีดประจำตัวแน่น และมองไปยังคนรับใช้ประจำโต๊ะ ด้วยสายตาที่พ่อรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร



ประวัตินักเขียน : ชาติ กอบจิตติ

ประวัตินักเขียน : ชาติ กอบจิตติ
ประวัติย่อ
                ชาติ กอบจิตติ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๗ ที่บ้านริมคลองหมาหอน ตำบลบ้านบ่อ  อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวนพี่น้องผู้หญิง ๕ คน และผู้ชาย ๔ คน รวม ๙ คน ชื่อเดิมคือสุชาติ  แต่เขาเห็นว่ามีคนใช้ชื่อนี้กันมาก จึงเปลี่ยนมาเป็น "ชาติ" พ่อของเขาเป็นพ่อค้าขายเกลือเม็ด ส่วนแม่ขายของเล็กๆน้อยๆ ต่อมาพ่อก็ไปค้าทรายและขายของชำ
                เขาเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดใหญ่  บ้านปอ  แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเอกชัยในจังหวัดเดียวกัน เพราะไปอยู่กับยายชั่วคราว  เมื่อพ่อไปค้าทรายที่ราชบุรี เขามาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนปทุมคงคาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ โดยอาศัยอยู่กับพระซึ่งเป็นเพื่อนของอาที่วัดตะพาน หรือวัดทัศนารุณ  มักกะสัน พอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปี ๓ แล้วก็เรียนต่อเพาะช่าง ในสาขาภาพพิมพ์
                เนื่องจากเป็นคนชอบวาดรูป ชอบเขียนหนังสือ ฝันใฝ่ที่จะเป็นนักประพันธ์  เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนคือ เรื่อง "นักเรียนนักเลง" เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา  พ.ศ. ๒๕๑๒    ได้มีโอกาสเขียนบทละครแสดงที่เพาะช่างมากกว่าสิบเรื่อง บางเรื่องได้แสดงเองด้วย  ตอนที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ เคยสมัครไปทำงานเปิดบาร์                            อะโกโก้  ที่ถนนพัฒน์พงษ์  เพื่อหางานเรียน พ.ศ. ๒๕๑๕ ช่วงเรียนชั้นปีที่  ๓  ศิริพงษ์ชวนไปทำอาร์ตเวิร์คหนังสือ  “เสนาสาร”  ยุคดารา  อยู่ระยะหนึ่งและได้เขียนวิจารณ์โทรทัศน์
                เขาแต่งงานเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐ กับเพื่อนสาวที่เรียนจบเพาะช่างมาด้วยกัน ชื่อ รุจิรา เตชะศีลพิทักษ์  ซึ่งรับราชการอยู่กองโบราณคดี  แผนกซ่อมจิตรกรรมฝาผนัง  กรมศิลปากร  แล้วลาออก  ซึ่งต่อมาได้ช่วยกันทำกระเป๋าไปฝากขายตามห้าง ซึ่งมีรายได้ดี เคยได้ร่วมงานกับรุ่นน้องที่เพาะช่างทำสำนักพิมพ์ “สายธาร”  พิมพ์หนังสือออกมาหลายเล่ม วันหนึ่งได้นำเรื่องสั้นชื่อว่า “ผู้แพ้” มาให้เรืองเดชอ่านซึ่งตอนนั้นเรืองเดชได้ร่วมงานกันอยู่    เรืองเดชได้อ่านแล้วเห็นว่าเรื่องนี้ดีเลยส่งไปให้สุชาติ  สวัสดิ์ศรี ที่กำลังทำ“โลกหนังสือ”  อยู่ในขณะนั้นพิจารณา  ปรากฏว่าเรื่องสั้น ของชาติ  กอบจิตติ ได้ลงพิมพ์ในโลกหนังสือฉบับเรื่องสั้นชุด  “คลื่นหัวเดิ่ง” เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๒  และเป็นหนึ่งในสองเรื่องที่ได้รับรางวัล  “ช่อการะเกด” ของสุชาติ  สวัสดิ์ศรี ซึ่งถือกันว่าเป็นรางวัลที่ได้มาตรฐานมากที่สุดรางวัลหนึ่งและเรื่องเดี่ยวกันนี้  ยังได้รางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี  ๒๕๒๒ ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
                ระหว่างพ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๓๕ ได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย  ได้มีผลงานออกมาจากการเขียนเรื่องสั้นบันทึกชีวิตที่นั้นบางเรื่อง  จนพ.ศ. ๒๕๓๖  ก็จัดพิมพ์นวนิยายเรื่อง “เวลา”  โดยสำนักพิมพ์  “หอน”  ของตัวเอง  ปรากฏว่าได้รับรางวัลซีไรต์  ประจำปี  ๒๕๓๗  นับเป็นนักเขียนคนแรกที่ได้รับรางวัลซีไรต์ซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ และเรื่องเดียวกันนี้ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการประจำปี ๒๕๓๗
ปัจจุบัน เขาทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน จึงใช้ชีวิตอยู่เงียบๆที่ไร่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเขาทำงานด้านการเขียนเพียงอย่างเดียว นอกจากเรื่องสั้นและนวนิยายแล้ว  ในระยะหลังยังเขียนบทความและบทภาพยนตร์เพิ่มขึ้น
ชาติ กอบจิตติ ยึดอาชีพนักเขียนเพื่อเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ผม “เลือก” ที่จะเป็นคนเขียนหนังสือ ผมให้มันทั้งชีวิต เอาทั้งชีวิตแลกกับมัน” เขามีความละเอียดพิถีพิถันกับงานเขียนโดยเฉพาะนวนิยายอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่ากว่านวนิยายแต่ละเรื่องจะนำเสนอสู่สาธารณะจะใช้เวลาในการ สร้างสรรค์นานหลายปี แต่ทุกครั้งก็ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ที่สำคัญอย่างยิ่ง ชาติเป็นนักเขียนที่ต้องการสร้างนักอ่าน โดยเฉพาะนักอ่านรุ่นใหม่ เขาจึงไม่ต้องการให้ราคาหนังสือเป็นอุปสรรคต่อผู้รักการอ่านวรรณกรรมไทย ดังนั้นเขายืนยันให้สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ผลงานของเขาใช้กระดาษปรู๊ฟซึ่งไม่มี สำนักพิมพ์ไหนนิยมใช้กันแล้ว เพราะไม่สวย แต่ชาติต้องการให้หนังสือราคาถูก มากกว่าสวยงาม เพื่อจะได้กระจายไปสู่คนอ่านในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ เมื่อคนอ่านหนังสือมาก ๆ จะได้เป็นฐานในการพัฒนาประเทศ เพราะชาติเชื่อว่า “ไม่มีใครเสียคนเพราะอ่านหนังสือ”
ในระยะหลังชาติตั้ง สำนักพิมพ์หอน เพื่อพิมพ์ผลงานของตนเองตามอุดมการณ์ที่วางไว้ นอกจากการสร้างสรรค์งานเขียนด้วยความรัก และถือเป็น “งานเลี้ยงชีวิต” แล้ว ชาติ กอบจิตติยังอุทิศเวลาทำประโยชน์แก่สังคมด้วยการสอนหนังสือให้เด็กๆ ที่โรงเรียนในหมู่บ้านช่วงปิดเทอม นอกจากนี้ยังรับเชิญไปบรรยายตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เสมอเท่าที่โอกาสอำนวย ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานี้ ชาติสละเวลาเป็น “พี่เลี้ยง” ให้เด็กรุ่นน้องที่ต้องการเป็นนักเขียน โดยคัดเลือกเด็กจำนวนหนึ่งที่มี “แวว” เป็นนักเขียนโดยพิจารณาจากงานที่เสนอมาให้อ่าน แล้วชาติใช้บ้านของตนประหนึ่งเป็น “โรงเรียนนักเขียน” ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ให้พักกินอยู่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานตามที่ตนถนัด โดยขอความคิดเห็นแลกเปลี่ยนทัศนะวิจารณ์กับชาติ กอบจิตติ ได้ตลอดเวลา หลังจาก “หมดเทอม” แล้ว หากผู้ที่อยากเป็นนักเขียนมุมานะสร้างงานต่อเนื่อง ส่งผลงานมาให้อ่าน และขอคำปรึกษา ชาติ กอบจิตติ ก็สนับสนุนให้กำลังใจตลอดไปเช่นกัน
ตลอดระยะเวลากว่า ๒๕ ปี แม้ ชาติ กอบจิตติ จะสร้างสรรค์ผลงานทั้งนวนิยายและเรื่องสั้นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับนักเขียนคนอื่น แต่ผลงานของเขาเปี่ยมด้วยคุณภาพทั้งด้านแนวคิดอันแสดงสำนึกเชิงสังคมและด้านวรรณศิลป์อันแสดงนวัตกรรมของการสร้างสรรค์ ชาติ กอบจิตติ จึงเป็นนักเขียนร่วมสมัยที่ล้ำสมัย เขานำวงวรรณกรรมไทยก้าวไปข้างหน้าและอยู่ในกระแสวรรณกรรมโลกอย่างน่าภาคภูมิใจ
                ชาติ กอบจิตติ ใช้ชีวิตอย่างสมถะ มุ่งสร้างงานเขียนดีๆ เพื่อประโยชน์แก่นักอ่านอย่างไม่รีบร้อน งานของเขาจึงสร้างผลสะเทือนต่อสังคมไทยไม่น้อย นอกจากนี้ เขายังไม่ทอดทิ้งนักอ่านรุ่นใหม่และผลักดันสรรค์สร้างนักเขียนรุ่นน้อง ชาติ กอบจิตติ จึงเป็นแบบอย่างทั้งแนวคิด แนวเขียน แก่นักเขียนนักอ่านร่วมสมัย และเป็นเสียงแห่งมโนสำนึกของยุคสมัยที่ปลุกผู้อ่านให้พิจารณาความเป็นจริงของโลกและชีวิตอย่างไม่ย่อท้อ

งานเขียนครั้งแรก
·       เรื่องสั้นเรื่องแรก คือ เรื่อง "นักเรียนนักเลง" เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา  พ.ศ. ๒๕๑๒
ผลงานรวมเล่ม
·       ทางชนะ : ๒๕๒๒ เรื่องสั้นกึ่งนิยาย
·       จนตรอก : ๒๕๒๓ นวนิยายขนาดสั้น
·       คำพิพากษา : ๒๕๒๔ (รางวัลซีไรต์) นวนิยาย
·       เรื่องธรรมดา : ๒๕๒๖ เรื่องสั้นขนาดยาว
·       มีดประจำตัว : ๒๕๒๗ รวมเรื่องสั้นชุดที่ ๑
·       หมาเน่าลอยน้ำ พ.ศ. ๒๕๓๐    นวนิยายขนาดสั้น
·       พันธุ์หมาบ้า : ๒๕๓๑ นวนิยายขนาดยาว
·       นครไม่เป็นไร : ๒๕๓๒ รวมเรื่องสั้นชุดที่ ๒
·       เวลา : ๒๕๓๖ (รางวัลซีไรต์) นวนิยาย
·       บันทึก : บันทึกเรื่องราวไร้สาระของชีวิต : ๒๕๓๙ ความเรียง-บันทึก
·       รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตี : ๒๕๓๙ เรื่องสั้นขนาดยาว
·       เปลญวนใต้ต้นนุ่น : ๒๕๔๖ รวมบทความของ ชาติ จากนิตยสารสีสัน ๒๕๔๒-๒๕๔๖
·       ลมหลง : ๒๕๔๓ บทภาพยนตร์
·       บริการรับนวดหน้า : ๒๕๔๘ รวมเรื่องสั้นชุดที่ ๓
งานที่ได้รับรางวัล
·       เรื่องสั้นเรื่อง ผู้แพ้ ได้รับรางวัล ช่อการะเกด และรางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี ๒๕๒๒จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
·       คำพิพากษา : ๒๕๒๔ (รางวัลซีไรต์) นวนิยาย พิมพ์เผยแพร่มากกว่า๒๐ ครั้ง
·       นวนิยายเรื่อง เวลา พ.ศ. ๒๕๓๖  ได้รับรางวัลซีไรต์ เป็นครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๓๗ และได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี ๒๕๓๗




จากมาร์กซิสต์ (Marxism) สู่มาร์กซิสต์ใหม่ (Neo’ Marxism)


จากมาร์กซิสต์ (Marxism)  สู่มาร์กซิสต์ใหม่ (Neo’ Marxism)
มาร์กซิสต์ใหม่ (Neo’ Marxism) หมายถึง แนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยเหมาะสมกับความต้องการในสังคมสมัยใหม่

แนวคิดแบบ Neo’ Marxism แบ่งออกเป็น ๔ สำนัก ดังนี้
๑.       Western  Marxist ( มาร์กซ์  ตะวันตก )นักคิดลัทธินี้ในสมัยต้นๆ พยายามที่จะรักษาหลัก
วิภาษวิธีระหว่างแนวทางจิตวิสัยและวัตถุวิสัยของชีวิตทางสังคมเอาไว้ ความสนใจของนักคิดลัทธินี้ที่มีต่อตัวการทางด้านจิตวิสัย เป็นการปูพื้นฐานสำหรับพัฒนาการของทฤษฎีเชิงวิจารณ์ในสมัยต่อมา โดยมีนักคิดที่สำคัญ ได้แก่ จอร์จ ลูแคส (๑๘๘๕-๑๙๗๑) ชาวฮังกาเลี่ยน และแอนโตนิโอ แกรมชี(๑๘๙๑-๑๙๓๗) ชาวอิตาเลี่ยน
โดยลูแคส ได้ให้แนวคิดที่สำคัญ ๒ ประการ คือ
ประการแรก การสร้างตัวตนทางความคิด (reification) หมายถึงการตกเป็นทาสของวัฒนธรรม
ของมนุษย์ โดยลุ่มหลงอย่างไร้สติ ไร้ความทรงจำว่ามนุษย์เองนั่นแหละเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา โดยเฉพาะลัทธิคลั่งไคล้สินค้า (fetishism of commodities)
ประการที่สอง คือสำนึกที่ผิดพลาดทางชนชั้น (False consciousness) คือการคิดว่าชนชั้นอื่นดี
ทั้งๆที่ชนชั้นนั้นกำลังครอบงำชนชั้นตนอยู่ การคิดเช่นนี้ทำให้อุดมการณ์แห่งชนชั้นได้บิดเบี้ยวไป ขาดความซื่อสัตย์แห่งสำนึกของชนชั้นตน เมื่อเป็นเช่นนี้การปฏิวัติจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ส่วน แอนโตนิโอ แกรมชี  ได้ให้แนวคิดนีโอมาร์กซิสต์ที่สำคัญคือ การครอบงำทางอุดมการณ์ (Hegemony) ซึ่งเป็นการครอบงำชนชั้นในสังคมของนายทุนผ่านอำนาจรัฐ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่นายทุนและรัฐมีความสัมพันธ์กัน เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน โดยเฉพาะการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำประชาชน
อีกแนวคิดหนึ่งของแอนโตนิโอ แกรมชี คือ แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งแกรมชีหมายถึง สถาบันที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง เช่น โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว ในสังคมที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน แกรมชีคิดว่าจำเป็นต้องแย่งชิงอำนาจครอบงำ (Hegemony) จากชั้นชั้นปกครองมาให้ ชนชั้นแรงงาน
สำหรับแนวคิดประชาสังคมในความหมายปัจจุบัน หมายถึงเป็นเวทีแห่งชีวิตสังคม มีการจัดตั้งเองเป็นเอกเทศจากรัฐ และนอกเวทีทางการเมือง มีกลุ่มและบุคคลที่หลากหลายมาร่วมกระทำการทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความคิด สร้างเอกลักษณ์และความเชื่อร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่จุดหมายในการสร้างอำนาจต่อรองพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตน


๒.    สำนักแฟรงค์เฟริ์ตกับทฤษฎีวิพากษ์  (Frankfurt  Schoool  of  Critical  theory )
นักคิดลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์เบอร์ต มาคูส (๑๙๘๙-๑๙๗๙) อะดอร์โน (๑๙๐๓-) ฮาเบอร์มาส (๑๙๒๙-) ดา
เรนดอร์ฟ (๑๙๒๘-) อัลทูแซร์ (๑๙๑๘-๑๙๙๐) ฯลฯ ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน ยกเว้น อัลทูแซร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส   แนวคิดของลัทธินี้ ประกอบขึ้นด้วยข้อวิพากษ์ด้านต่างๆ ของชีวิตทางสังคม โดยแนวคิดหลักนี้ให้ความสนใจอย่างเข้มข้นต่อโลกทางวัฒนธรรม ว่าเป็นตัวที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
การสนใจในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนบน
(superstructure) มากกว่าให้ความสนใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมีแนวคิดสำคัญดังนี้
๑. One Dimensional Man เป็นแนวคิดของ Herbert Marcuse หมายถึง มนุษย์มิติเดียว มิติที่ว่าคือ
มิติแห่งความกว้าง ยาว แต่ขาดมิติของความหนา และลึก กล่าวคือ มนุษย์ในสังคมทุนนิยมมักจะทำอะไรฉาบฉวย ขาดความลึกซึ้ง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมนุษย์ถูกควบคุม ครอบงำ โดยเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ผ่านกิจกรรมกีฬา และเรื่องเพศ ซึ่งเป็นการสยบคนให้สูญเสียความเป็นปัจเจก ขาดความอิสระ
๒. Commercialization of Art เป็นแนวคิดของ Adorno หมายถึง การทำให้ศิลปะกลายเป็นเรื่อง
พาณิชย์ โดยเขามองว่าศิลปะในสังคมอุตสาหกรรมทุนนิยมนั้นเป็นผลิตผลเชิงพาณิชย์สำหรับ การบริโภคของคนจำนวนมาก เป็นศิลปะแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนลึกซึ้ง ถึงขั้นแบบสุกเอาเผากิน เพียงแต่ผลิตเพื่อขาย มิใช่ศิลปชั้นสูง (High Arts)
         ๓. Ideal speech situation เป็นแนวคิดของ Habermas หมายถึง การแลกเปลี่ยนความคิดอย่างอิสระเพื่อให้เกิดความรู้ เพราะเขาเชื่อว่าความรู้นั้นเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิด (Dialogue) โดยเสรีและเปิดกว้าง มีการวิพากษ์กันได้
๔. ความขัดแย้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นแนวคิดของ Dahrendorf เขามองว่าพื้นฐาน
ของสังคมทุกสังคม คือความขัดแย้ง และความขัดแย้งนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่สร้างสรรค์ มีความสมานฉันท์
๕. Culture Industry ในที่นี้เป็นแนวคิดของ Freedman (รวมทั้ง Adorno ด้วย) หมายถึง
อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม โดยเขาเชื่อว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างวัฒนธรรมที่จอมปลอมแบบสมัยใหม่ มิได้เกิดจากการตอบสนองความต้องการของคนในสังคมอย่างแท้จริง แต่มีตัวตนอย่างจอมปลอม จะทำให้เกิดการรวมศูนย์หรือผูกขาดอำนาจในการผลิตวัฒนธรรม และอาจมอมเมาประชาชน โดยการทำให้ประชาชนเคยชิน ยินยอม ซึ่งจะไม่เกิดการสร้างศิลปะใดๆ ให้แก่สังคม

๓.      Marxism ในอังกฤษและกลุ่มซ้ายใหม่  (New  left)  มีนักคิดสำคัญของลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์
เบอร์ต มาคูส (Herbert Macuse,๑๘๙๘-), อังเดร กอร์(Andr'e Gorz,๑๙๒๔-), และหลุยส์ อัลทูแซร์ (Louis Althusser) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย  
แนวคิดของลัทธินี้อาศัยแนวคิดมาร์กซิสต์มนุษยนิยมเป็นพื้นฐาน  การต่อสู้ทางชนชั้นในแนวคิดนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต้องการเป็นอิสระจากอำนาจทางการ นายทุน/รัฐบาลเผด็จการ ด้วยการขับเคลื่อนของเยาวชน นิสิตนักศึกษาและปัญญาชน โดยเฉพาะเยาวชนนั้นเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม แทนที่กรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพ   เพราะเยาวชนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษานั้นยังมิได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จริงๆ พวกเขายังอยู่นอกระบบ ยังมิได้ถูกซื้อหรือถูกหลอมด้วยการโฆษณา อย่างชนชั้นกรรมาชีพซึ่งได้ตกอยู่ภายใต้ของระบบทุนนิยมเสียแล้ว นอกจากนี้ลัทธิซ้ายใหม่ยังสนับสนุนการจัดระบบสังคมนิยมขนาดเล็ก กระจายอำนาจเป็นแห่งๆขนานกันไปกับระบบนายทุน หรือระบบคอมมิวนิสต์แบบสลาติน

๔.     ลัทธินีโอมาร์กซิสต์แนวมนุษยนิยม (humanism) มีนักคิดสำคัญของลัทธินี้ เช่น อดัม
ชาฟ (Adam Schaff,๑๙๑๓-) และ เลสเช็ก โคลาโกสกี้ (Leszek Kolakowski,๑๙๒๗-) ในโปแลนด์, คาเรล โกสิก(Karel Kosik,๑๙๒๖-), ไอวาน สวิตัก(Ivan Svitak ,๑๙๒๕-) ในเชโกสโลวาเกีย, กาโจ เปโตรวิก (Gajo Petrovic,๑๙๒๗) เป็นต้น  แนวคิดสำคัญของลัทธินี้มุ่งที่มนุษย์แต่ละคนเป็นจุดหมาย มิใช่มุ่งที่วัตถุหรือมุ่งเฉพาะระบบเศรษฐกิจการเมือง การเปลี่ยนวัตถุและระบบเศรษฐกิจการเมืองก็เพื่อความสุขของมนุษย์
ลัทธินี้ให้ความสำคัญในสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่จะทำให้ตน
สมบูรณ์ได้โดยการที่ตัวมนุษย์เป็น ฝ่ายกระทำ มิใช่มนุษย์เป็นผู้ถูกกระทำ  เพราะเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม จะใช้ศีลธรรมของชนชั้นมาบดบังมิได้ แม้พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จะมีแนวทางเสมอ แต่ภายใต้กรอบแนวทางนั้น มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิ์เลือกด้วยตนเองว่าจะปฏิบัติอย่างไร

ความเหมือน และความต่างของมาร์กซิสต์เดิม และมาร์กซิสต์แนวใหม่
ความเหมือน : ทั้ง ๒ กลุ่มยังมุ่งเน้นว่าสังคมและวัฒนธรรมมักจะมีความขัดแย้งกันอยู่เป็นนิจ ซึ่งความขัดแย้งนั้นได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงมักจะเป็นสภาวะใหม่ที่แตกต่างจากภาวะเดิม และทั้ง ๒ กลุ่มก็ยังมีความเห็นตรงกันว่า สังคมมนุษย์นั้นมีความไม่เท่าเทียมกัน กลุ่มคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ จะครอบงำคนส่วนใหญ่ที่ไร้อำนาจ โดยมีเครื่องมือแห่งการครอบงำที่แตกต่างกันไป
ความต่างของ ๒ กลุ่มคือ เครื่องมือ หรือเงื่อนไขของการครอบงำ ลักษณะการครอบงำ การต่อสู้และเป้าหมายทางชนชั้น
โดย "กลุ่มมาร์กซิสต์เดิม" มองว่า เครื่องมือหรือเงื่อนไขดังกล่าวคืออำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นลักษณะการครอบงำโดยตรง และการต่อสู้ทางชนชั้นก็ต่อสู้โดยตรงเช่นกัน ชนชั้นกรรมมาชีพที่ต่างมีสำนึกทางชนชั้นร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อต้องการปฏิวัติสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ให้เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ปราศจากชนชั้น สังคมแห่งความเท่าเทียมกัน หรือสังคมคอมมิวนิสต์นั่นเอง
ส่วน "กลุ่มมาร์กซิสต์แนวใหม่" กลับมองว่าเครื่องมือ หรือเงื่อนไขของการครอบงำนั้น คืออุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรือความรู้ โดยมีลักษณะการครอบงำทางอ้อม และการต่อสู้ทางชนชั้นก็ต่อสู้โดยทางอ้อมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพลังขับเคลื่อนผ่านกลุ่มตัวแทนสังคมต่างๆ กลุ่มประชาสังคม กลุ่มเครือข่าย โดยมีเป้าหมายพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปสังคมสู่สังคมที่มีความยุติธรรม อย่างค่อยเป็นค่อยไป

จากแนวคิดสำคัญของทั้ง ๔ ลัทธิข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า มาร์กซิสต์ใหม่
(Neo’ Marxism)  มีสารัตถะสำคัญ ๓ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ชัดเจนซึ่งได้แก่ รัฐ นายทุน ที่มีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ได้แก่ แรงงาน ชนชั้นกลาง ปัญญาชน โดยผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่ชัดเจน จะเป็นใครก็ได้ รัฐ นายทุน อื่นๆ ที่มีอำนาจของเทคโนโลยี สื่อมวลชน และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ซึ่งจะเป็นชนชั้นไหนก็ได้ โดยผ่านอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์
ประการที่สาม การให้ความสำคัญกับมนุษย์ว่าเป็นผู้กระทำมากกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ